เปลี่ยนดาดฟ้ากลางเมืองใหญ่เป็นสวนผัก ผลิตอาหารป้อนคนเมือง

377 011


ปัญหาหนึ่งของเมืองใหญ่ที่คนส่วนใหญ่มักคิดไม่ถึงคือ ปัญหาความมั่นคงทางอาหาร อันเนื่องมาจากในเมืองใหญ่นั้น มีความสามารถในการผลิตอาหารเองน้อยมาก ชุมชนเมืองใหญ่แทบทุกแห่งจึงเสมือนกับฝากท้องไว้กับชนบทรอบข้างซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เกษตรกรรม ทำหน้าที่ผลิตอาหารเพื่อป้อนเข้าสู่เมือง ชุมชนเมืองจึงไม่สามารถควบคุมปัจจัยการผลิตได้ด้วยตนเอง จำเป็นต้องพึ่งพาชนบทอยู่เสมอ ราวกับว่าไม่สามารถยืนด้วยลำแข้งของตนเองได้

โครงการสวนบนดาดฟ้าของศูนย์เยาวชน Gary Comer แห่งเมืองใหญ่อย่างชิคาโก ถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่าง ของความพยายามที่จะควบคุมปัจจัยการผลิตอาหารด้วยตนเองของสังคมเมือง โครงการนี้ได้เปลี่ยนพื้นที่ดาดฟ้าของศูนย์เยาวชนแห่งนี้ ซึ่งแต่เดิมเป็นพื้นที่ว่างซึ่งไม่ได้ใช้ประโยชน์ ให้กลายเป็นแปลงปลูกพืชผัก พืชผักที่ผลิตได้จะถูกส่งไปยังภัตตาคารและร้านอาหารในย่านชุมชน และกลายเป็นวัตถุดิบสำหรับใช้ประกอบอาหารเพื่อสุขภาพหรือออแกนิกฟู้ด สำหรับคนเมืองที่อยู่ในละแวกนั้นและละแวกข้างเคียง

นอกจากสวนแห่งนี้จะปลูกพืชผักสำหรับรับประทาน เพื่อป้อนให้กับชุมชนแล้ว ยังมีส่วนที่ปลูกไม้ดอก ไม้ประดับ รวมทั้งผลไม้ต่างๆ สร้างให้เกิดความหลากหลาย กลายเป็นระบบนิเวศน์ทางธรรมชาติขนาดย่อมๆ ท่ามกลางเมืองที่เต็มไปด้วยป่าคอนกรีต สวนแห่งนี้ได้กลายเป็นที่สำหรับเรียนรู้นอกห้องเรียน สำหรับเด็กๆ ที่เป็นสมาชิกของศูนย์เยาวชนแห่งนี้ โดยเด็กๆ จะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาดูแลแปลงพืชผักและผลไม้ในช่วงหลังเลิกเรียน เกิดเป็นกิจกรรมให้เด็กๆ ได้ทำร่วมกันเป็นหมู่คณะ นอกจากนี้การปลูกพืชบนดาดฟ้า ยังช่วยลดการนำพาความร้อนเข้าสู่ภายในตัวอาคาร ทำให้อาคารเย็นขึ้น สามารถช่วยประหยัดพลังงานได้เป็นอย่างดี ซึ่งนับว่าเป็นผลพลอยได้อีกประการของสวนกลางเมืองใหญ่แห่งนี้

อ้างอิง: ASLA

Comments

comments

About the Writer

avatar

Ma Lang Phoo (Jaksin Noyraiphoom)จักรสิน น้อยไร่ภูมิ หรือ 'อ.แมลงภู่' จบการศึกษาทางด้านสถาปัตย์ จากมหาวิทยาลัยศิลปากร ปัจจุบันเป็นอาจารย์ประจำอยู่ที่ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ และอาจารย์พิเศษในอีกหลายสถาบัน ควบคู่ไปกับศึกษาต่อในระดับปริญญาเอก เป้าหมายสำคัญของชีวิตคือ การปั้นสถาปนิกรุ่นใหม่ให้กลับไปรับใช้ชนบท (https://www.facebook.com/malangphoobookclub)View all posts by Ma Lang Phoo →

Comments

comments

Powered by Facebook Comments