‘Food Revolution’ ปฏิวัติอาหารเพื่ออนาคตของชาติกับเชฟเจมี่ โอลิเวอร์

FoodRev1


22

ต่อให้ประเทศวางนโยบายไว้ดีเลิศแค่ไหน แต่จะเป็นอย่างไรหากอนาคตของชาติมีแต่เด็กอ้วนอ่อนแอสุขภาพแย่ เรื่องพื้นฐานอย่างปากท้องเป็นความสำคัญระดับชาติที่มองข้ามไม่ได้จริงๆ  เราไปกันที่สหรัฐอเมริกา ประเทศนี้มีอาหารบริโภคเหลือเฟือ ผิดเพียงแต่ว่าอาหารที่เข้าถึงง่ายส่วนใหญ่ (และถูกฝังความนิยมด้วยโฆษณาชวนเชื่อ) กลับเป็นอาหารกึ่งสำเร็จรูปจากระบบอุตสาหกรรรมที่ด้อยคุณค่าโภชนาการ แถมเอื้อต่อไขมันส่วนเกิน ปัญหาปากท้องของพลเมืองอเมริกันจึงเท่ากับโรคอ้วน ซึ่งเป็นเหตุของโรคร้ายอีกมากมาย

คนที่ไม่ละเลยเรื่องนี้ไม่ใช่ข้าราชการจากกระทรวงสาธารณสุข แต่เขาคือเชฟชื่อดังชาวอังกฤษ เจมี่ โอลิเวอร์ ซึ่งสร้างชื่อจากการปรุงอาหารชวนรับประทาน ด้วยวิธีที่ง่ายๆ บ้านๆ ไม่ต้องมีพิธีรีตองใดๆ รายการสอนทำอาหารของเขาสร้างแรงบันดาลใจให้คนลุกขึ้นมาทำอาหารทานเองกันที่บ้าน เพราะเขาเชื่อในรสชาติ คุณค่าทางอาหาร และความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นระหว่างรับประทานอาหารร่วมกันในมื้ออาหารที่ปรุงเองกับมือ นี่คือวัฒนธรรมอาหารที่เราสืบทอดกันมานาน คงไม่เป็นเรื่องเกินเลยไปหรอกถ้าเราจะจะบอกว่าบริษัทอาหารยักษ์ใหญ่ที่ยึดครองประเทศมีบทบาทประหนึ่งผู้ร้าย เพราะได้ป้อนอาหารคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และเกลือสูงเข้าสู่ปากท้องของอเมริกันชน (แถมส่งออกไปทั่วโลกอีกด้วย) ทำให้ทุกคนอ่ิมได้ในราคาประหยัด แต่ทำลายสุขภาพของผู้รับประทานยาวนาน

เจมี่ โอลิเวอร์จึงก่อตั้งโครงการ Food Revolution ขึ้นเพื่อปฏิวัติการรับประทานอาหาร ให้ความรู้เรื่องโภชนาการ คุณค่าของอาหารปรุงสด สนับสนุนให้ครอบครัวทำอาหารกันเอง โดยใช้วัตถุดิบที่หาง่าย เขาเริ่มต้นการปฏิวัติอาหารที่มื้อกลางวันในโรงเรียน ครัวขนาดใหญ่ของเยาวชนอเมริกัน เขาเข้าไปปรับปรุงเมนู ใช้วัตถุดิบสดใหม่และหลากหลายเพื่อเพิ่มคุณค่าทางอาหาร แต่ไม่ทำให้โรงเรียนยุ่งยากเกินไป เขาทำงานกับองค์กรด้านอาหารหลายแห่ง แชร์ความรู้ความร่วมมือระหว่างกัน โครงการของเขาได้รับการตอบรับต่อเนื่องเป็นอย่างดี นอกจากในโรงเรียน ยังขยายไปสู่อาหารในชุมชนด้วยรถบรรทุก ที่เป็นเหมือนศูนย์ปฏิวัติอาหารเคลื่อนที่ พร้อมที่จะให้ความรู้เรื่องอาหาร แนะนำสูตรอาหาร สอนทำอาหาร บวกด้วยกิจกรรมสารพัด เคลื่อนย้ายไปตามชุมชนต่างๆ เพื่อเข้าถึงผู้คนให้ได้มากยิ่งขึ้น

เจมี่เร่ิมโครงการนี้มาตั้งแต่ปี 2010 และได้รางวัล TED Prize ในปีนั้นเอง จากนั้นเป็นต้นมาเขาก็ตะลุยปฏิวัติอาหารไปเรื่อย ไม่มีหยุด เขาหวังว่าความเคลื่อนไหวนี้จะสามารถเปลี่ยนแปลงวิถีอาหารการกินในอเมริกาได้ และหวังต่อไปว่าอเมริกาจะเป็นต้นแบบให้กับประเทศอื่นด้วย

 

อ้างอิง: Food Revolution, School Foods Rule

Comments

comments

About the Writer

avatar

asira (Asira Panaram)อาศิรา พนาราม เป็นนักอ่านมากกว่านักเขียน ชอบฟัง หลงรักข้อมูลอัดแน่น สนใจศิลปะ อาหาร การออกแบบ และงานสร้างสรรค์ต่างๆ เพราะปลื้มตัวอักษรที่เรียงกันเป็นพรืด จึงได้โคจรมายึดงานเขียนเป็นอาชีพ ทำหน้าที่เล่าเรื่องของคนสร้างสรรค์และงานไอเดียบรรเจิด แต่นอกจากเหนือจากหน้าที่อันแสนสนุกและเต็มไปด้วยสาระ เรื่องสยองขวัญเป็นสิ่งที่เธอโปรดปรานอย่างจริงจังView all posts by asira →

Comments

comments

Powered by Facebook Comments