มนุษย์นะไม่ใช่แมลง หยุดเครื่องบินทิ้งระเบิด Drone ด้วยผ้าใบผืนใหญ่

Not A Bug Splats 01


Not-A-Bug-Splats-01มีคนเคยกล่าวไว้ว่า “ความตายของมนุษย์คนหนึ่งถือเป็นโศกนาฏกรรม แต่ความตายของคนนับล้านเป็นเพียงตัวเลขสถิติ”

ขึ้นชื่อว่าสงครามย่อมมีแต่สูญเสีย ส่วนนวัตกรรมของการทำสงครามก็เริ่มมีเทคโนโลยีใหม่ๆ มาให้เห็นเรื่อยๆ อย่างเครื่องบิน Drone ที่เรามักเรียกกันติดปากจากเทรนด์อุปกรณ์ถ่ายภาพทางอากาศ แต่แท้จริงแล้วชื่อ Drone หมายถึงเครื่องบินไร้คนขับที่เริ่มนำมาเป็นเครื่องมือทำสงครามหรือไว้สืบราชการลับมาตั้งแต่ต้นปี 2000 เครื่องบินนี้ไม่จำเป็นต้องมีพลขับอยู่บนเครื่อง แต่ควบคุมสัญญาณได้จากภาคพื้นดินที่ห่างออกไป มีการเรียกติดปากว่าการโจมตีทางอากาศเปรียบเสมือนคำว่า ‘Bug Splats’ หมายถึงผู้ควบคุม Drone ที่ทิ้งระเบิดจะมองเห็นมนุษย์จากหน้าจอเป็นจุดๆ เหมือนกับฝูงแมลงที่พร้อมให้เราตบตีได้อย่างง่ายดาย เป็นคำสแลงที่ร้ายกาจและไร้มุนษยธรรมมาก ข้อเสียของ Drone อีกอย่างคือยิ่งผู้คุมการปล่อยระเบิดอยู่ไกลแค่ไหน การตัดสินใจย่อมขาดความรัดกุมมากขึ้น

ที่ปากีสถานเองก็ถูกซุ่มโจมตีทางอากาศอยู่บ่อยๆ ด้วยเครื่องบิน Drone โดยเฉพาะบริเวณชายแดนที่ติดกับอัฟกานิสถาน ความเสียหายที่เกิดจากเครื่องบินนี้มีตัวเลขสถิติบอกว่า ในรอบทศวรรษที่ผ่านมาปากีสถานถูกโจมตีมากกว่า 350 ครั้ง มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 3,500 คน ในจำนวนมีชาวบ้านผู้บริสุทธิ์รวมอยู่ด้วย และในจำนวนนี้เองมีเด็กที่ถูกลูกหลงเสียชีวิตมากกว่า 200 คน มีการประท้วงต่อต้านในประเทศมากมาย แต่เสียงก็ส่งไปไม่ถึงสาธารณชนผ่านสื่อต่างๆ ทั่วโลกสักที

ทางองค์กร The Foundation for Fundamental Rights จึงเปลี่ยนวิธีพูดโดยหันมาพูดกับผู้บังคับยาน Drone เพียงคนเดียว วิธีทำก็คือ ในเมื่อจากหน้าจอมอนิเตอร์เห็นมนุษย์เป็นเพียงแมลง ก็ขอเปลี่ยนมนุษย์ให้เป็นมนุษย์ที่มีชีวิตจิตใจเหมือนกับเราๆ โดยร่วมกับศิลปินและชาวบ้านจัดทำผืนผ้าใบขนาดใหญ่ที่สามารถเห็นได้จากบนอากาศ ภายในภาพเป็นภาพของเด็กชายคนหนึ่งที่ครอบครัวเสียชีวิตจากการทิ้งระเบิดด้วยเครื่องบิน Drone โดยหวังว่าเมื่อไหร่ที่เครื่องบินบินผ่านมาเห็นจะทำให้เขารู้ว่าชาวบ้านก็คือมนุษย์เหมือนกับคุณ และคุณก็คือฆาตรกร

แต่แท้จริงแล้ววัตถุประสงค์ก็เพื่อต้องการให้มันกลายเป็นข่าว PR เป็นที่สนใจของสื่อทั่วโลก ทันทีที่มีการเผยแพร่แคมเปญรณรงค์รูปแบบนี้ สื่อต่างๆ ก็นำไปตีข่าว โซเชียลมีเดียก็เผยแพร่ไปอย่างกับไฟลามทุ่งด้วย #notabugsplats ทั่วโลกให้ความสนใจ และเกิดการเคลื่อนไหวต่อต้านเครื่องบินทิ้งระเบิด Drone ในเวลาต่อมาอีกมากมาย ถือเป็นความสำเร็จที่เปลี่ยนมุมคิดใช้ไอเดียนำ และเป็นการทำ PR ที่มีค่าใช่จ่ายที่ถูกมาก

เมื่อมาวิเคราะห์ว่าทำไมแคมเปญนี้ถึงประสบผลสำเร็จ เราต้องเข้าใจก่อนว่าเมื่อไหร่ที่เหตุการณ์ต่างๆ นั้นเกิดขึ้นไกลตัวและไม่สามารถเห็นภาพได้ชัด เรามักจะไม่สนใจ การรายงานข่าวของสื่อต่างๆ ก็รายงานเพียงตัวเลขหรือเป็นความจริงทั่วไป ยากที่คนทั่วไปที่รับข่าวสารจะให้ความสนใจ แต่ไอเดียนี้นำเสนอภาพของผู้สูญเสียจากโศกนาฏกรรม เมื่อเราเห็นภาพเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายเราก็จะสะเทือนอารมณ์ และมีแรงผลักดันในการเห็นอกเห็นใจมากขึ้น ซึ่งถือเป็นหลักจิตวิทยาพื้นฐานของมนุษย์ด้วยกัน

ดังนั้นแล้วเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องของการเปลี่ยนวิธีพูด เมื่อไหร่ที่เราต้องการให้คนอื่นเห็นอกเห็นใจ ก็ให้เปลี่ยนการพูดแบบรายงานให้กลายเป็นวิธีการแบบ Human Touch เมื่อเปลี่ยนมุมการนำเสนอ เราก็จะได้รับกระแสห่วงใยจากมุนษย์ด้วยกันมากขึ้น ถ้าเรายึดหลักตามนี้เราก็สามารถนำมาปรับใช้ในวิธีการช่วยเหลือสังคมได้อีกมากและสังคมก็จะน่าอยู่มากขึ้น

 

Not-A-Bug-Splats-02 Not-A-Bug-Splats-03 Not-A-Bug-Splats-04 Not-A-Bug-Splats-05

อ้างอิง: #NotABugSplats

Comments

comments

About the Writer

avatar

Kittipat M (Kittipat M)มีอาชีพเป็นนักวางกลยุทธ์ด้านดิจิตอลให้เอเจนซี่โฆษณาแห่งหนึ่ง ชอบศึกษาความเป็นไปและปรากฏการณ์ใหม่ๆของโลกสังคมออนไลน์ ชีวิตส่วนตัวมักปิดมือถือออกเดินทางท่องโลกกว้าง เพราะมีความเชื่อว่าชีวิตไม่สามารถอยู่ได้ด้วยออนไลน์เพียงอย่างเดียว รู้จักเพิ่มเติมได้ที่ www.kittipatm.comView all posts by Kittipat M →

Comments

comments

Powered by Facebook Comments