TOMS รองเท้าเปลี่ยนโลกของ Blake Mycoskie

TOMsBlake


‘รองเท้าทุกคู่ที่คุณซื้อไป เราจะบริจาครองเท้าอีกคู่ให้กับเด็กที่ขาดแคลน’ สโลแกนเด็ดโดนใจแสดงจุดยืนของ TOMS แบรนด์รองเท้าเปลี่ยนโลก ซ่ึงเปลี่ยนตั้งแต่ ‘พื้น’ และ ‘ฐาน’ ของคุณภาพชีวิตเด็กๆ เลยทีเดียว

รองเท้า TOMS เกิดขึ้นในปี 2006 โดย เบลค (Blake Mycoskie) ชายหนุ่มที่ไม่คิดว่าตัวเองจะกลายเป็นผู้ประกอบการที่มีพลังขับเคลื่อนสังคมได้ เมื่อครั้งที่เบลคเดินทางไปท่องเที่ยวที่อเมริกาใต้และไปเรียนโปโลที่อาร์เจนติน่า ที่นั่นเขาได้พบกับ 2 สิ่งซึ่งเปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดกาล นั่นคือรองเท้า Alpargata และเด็กๆ ที่ไม่มีรองเท้าใส่

เด็กๆ ยากจนที่ต้องวิ่งเล่นและไปโรงเรียนด้วยเท้าเปล่า ทำให้เบลคเกิดแรงบันดาลใจอย่างแรงกล้า ที่จะทำธุรกิจซึ่งสามารถแบ่งปันรองเท้าให้กับเด็กๆ ได้ เขาจึงพุ่งไปหาคนท้องถิ่นให้สอนเขาทำรองเท้า Alpargata รองเท้าผ้าใบท้องถิ่นของอาร์เจนติน่า ที่มีประวัติความเป็นมาตั้งแต่ช่วงปี 1830 ผลิตขึ้นในหมู่แรงงานที่ต้องการรองเท้าทนทาน ราคาถูก และเบาสบาย

เบลคเรียนรู้การทำรองเท้าผ้าใบที่ว่าจนช่ำชอง แล้วแบกกระสอบซึ่งเต็มไปด้วยรองเท้ากลับอเมริกา บุกตลาดด้วยรองเท้า Alpargata ที่มีดีไซน์ ภายใต้แบรนด์ TOMS พ่วงไปกับคำมั่นสัญญาว่า “รองเท้าทุกคู่ที่คุณซื้อไป เราจะบริจาครองเท้าอีกคู่ให้กับเด็กที่ขาดแคลน” กับโมเดล One for One โดยกลุ่มเป้าหมายเริ่มแรกของรองเท้า TOMS คือนักเรียนนักศึกษาที่เหมาะกับรองเท้าผ้าใบลุคลำลอง และยังเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เบลคมุ่งจะสร้างแรงบันดาลใจเรื่องการเปลี่ยนแปลงสังคมให้อีกด้วย รองเท้า TOMS กับดีไซน์เก๋ๆ ได้รับการตอบรับที่ดีทันที โดยในปีแรก TOMS ขายรองเท้าได้ 10,000 คู่ 4 ปีต่อมาสามารถบริจาครองเท้าให้เด็กๆ ได้ 600,000 คู่ และ ณ วันนี้ TOMS บริจาครองเท้าไปแล้วกว่า 1,000,000 คู่ใน 25 ประเทศทั่วโลก TOMS ยังทำงานประสานกับ NGO และมูลนิธิต่างๆ ที่มีเครือข่ายในประเทศยากจนมากมาย ทำให้สามารถเข้าถึงเด็กๆ ที่ขาดแคลนจริงๆ อ้อ! แล้วที่เจ๋งมากก็คือ เด็กๆ ที่ได้รับรองเท้าไปแล้ว ไม่ใช่ว่าจะได้คู่เดียวแล้วจบนะ แต่ TOMS ยังมอบรองเท้าที่โตไปตามตัวของเด็กจนถึงวัยหนึ่งเลยล่ะ

แล้วทำไมต้องเป็นรองเท้าล่ะ? เราๆ ท่านๆ ณ ที่นี้ จำความได้ก็มีรองเท้ามากมายในชีวิต อาจนึกภาพไม่ออกว่าของธรรมดาๆ อย่างรองเท้าจะเปลี่ยนโลกได้อย่างไร? รองเท้าเป็น ‘พื้น’ ที่จะรองรับสุขอนามัย และเป็น ‘ฐาน’ การเติบโต เด็กๆ มากมายในประเทศที่กำลังพัฒนาต้องเดินเท้าเปล่าไปโรงเรียน ไปไหนมาไหน เสี่ยงต่อเชื้อโรค และการบาดเจ็บ ถ้าเด็กๆ มีรองเท้าก็จะลดความเสี่ยงเหล่านี้ลง เด็กๆ ที่มีสุขภาพดีก็จะมีความสุข มีการศึกษา และโอกาสในวันพรุ่งนี้ที่ดีขึ้น โดยเริ่มต้นที่ 1 คู่ 2 ข้างนี่แหละ

ด้วยเหตุนี้ TOMS จึงสร้างการรับรู้ถึงความสำคัญของรองเท้าให้กระเพื่อมไปในวงกว้าง เบลคได้เดินสายเป็นวิทยากรในมหาวิทยาลัย ตั้งคลับในแคมปัส จัดขบวน ‘One Day without Shoes’ ชวนคนมาเดินเท้าเปล่า เพื่อสัมผัสประสบการณ์ด้วยตัวเอง ขบวนเปลือยเท้านี้จัดมาแล้วเป็นพันๆ ครั้ง มีคนเข้าร่วมเดินเท้าเปล่าเป็นล้านคน และกิจกรรมที่ขาดไม่ได้ ก็คือการจัดทัวร์พาลูกค้านำรองเท้าไปให้เด็กๆ ถึงที่ ซึ่งยิ่งสร้างอิมแพคต่อผู้ซื้อว่า ยิ่งให้ยิ่งได้มากกว่ารองเท้า

แบรนด์ TOMS ณ วันนี้มีสินค้าหลากประเภท หลายดีไซน์เพื่อกลุ่มเป้าหมายที่กว้างขึ้น และขยายการให้ไปสู่ ‘แว่นตา’ สินค้าที่ TOMS เลือกจะส่งต่อแบบ One for One ด้วยเป้าหมายเดิม แต่ยิ่งใหญ่ขึ้น เพราะไม่เพียงโฟกัสไปที่เด็ก แต่โครงการ ‘มอบการมองเห็น’ นั้น ส่งต่อแว่นตาหรือการรักษาดวงตาให้แก่ผู้ป่วยทางสายตาที่ยากจนโดยไม่จำกัดวัย เพราะความด้อยโอกาสกระจายตัวอยู่ทั่วโลก ความเคลื่อนไหวเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนเหล่านั้น แม้เป็นเพืยงกลุ่มย่อย แต่สามารถสร้างแรงกระเพื่อมอันยิ่งใหญ่ได้






ที่มา: www.toms.com

Comments

comments

About the Writer

avatar

asira (Asira Panaram)อาศิรา พนาราม เป็นนักอ่านมากกว่านักเขียน ชอบฟัง หลงรักข้อมูลอัดแน่น สนใจศิลปะ อาหาร การออกแบบ และงานสร้างสรรค์ต่างๆ เพราะปลื้มตัวอักษรที่เรียงกันเป็นพรืด จึงได้โคจรมายึดงานเขียนเป็นอาชีพ ทำหน้าที่เล่าเรื่องของคนสร้างสรรค์และงานไอเดียบรรเจิด แต่นอกจากเหนือจากหน้าที่อันแสนสนุกและเต็มไปด้วยสาระ เรื่องสยองขวัญเป็นสิ่งที่เธอโปรดปรานอย่างจริงจังView all posts by asira →