ช็อค! ผู้ป่วยพาร์กินสันเต้น Harlem Shake จนเป็น Harlem Shock

033


ถึงวันนี้ต้องบอกว่าคนที่ยังไม่รู้จักคลิป Harlem Shake นี่คงเหลือน้อยเต็มที เพราะคลิปนี้เป็นที่คลั่งไคล้ไปทั่วโลกไม่น้อยไปกว่ากังนัมสไตล์ ทุกวันนี้ถ้าเราเสริช์วิดีโอบน Google ด้วยคำว่า Harlem Shake เราจะเห็นผลลัพธ์มากกว่า 300,000 คลิป กลายเป็นการทำคลิปที่ล้อเลียนต่อๆ กันที่สนุกสนานกันทุกวัยไม่เว้นแม้แต่เด็กหรือคนแก่ ขึ้นอยู่กับว่าใครมีไอเดียที่บรรเจิดกว่ากัน มีความพยายามมากกว่ากัน หรือว่าใช้จำนวนคนมากกว่ากัน ทุกๆ คนเห็น Harlem Shake เป็นเรื่องที่สนุก ตลก และสามารถทำล้อเลียนต่อกันง่ายๆ หากใครยังไม่รู้จัก ลองดูคลิปที่เขารวมการทำ Harlem Shake เพี้ยนๆ ของคนทั่วโลกกันก่อน

 

ต่อด้วยคลิปตัวอย่าง Harlem Shake ที่ล้อเลียนโดยคนไทย

 

ส่วนตัวผมว่า Harlem Shake น่าจะยังครองความเป็น Internet Meme (การแพร่กระจายและทำต่อๆ กันในสังคมดิจิตอล) ที่เป็นภาพเคลื่อนไหวที่มากที่สุดในโลกไปอีกสักพักใหญ่ Harlem Shake นั้นถูกนำมาใช้แม้กระทั่งสถานทูตอเมริกาในประเทศไทย หรือแม้แต่แบรนด์ต่างๆ ยังหันมาใช้ประโยชน์จากกระแส Harlem Shake เพื่อโปรโมทสินค้าของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่ม ค่ายเพลง โทรศัพท์มือถือ ฯลฯ ทั้งเมืองไทยและเมืองนอก เรียกได้ว่าเกี่ยวข้องหรือเปล่าไม่รู้ แต่ขอไม่ตกกระแสไว้ก่อน

มีคลิป Harlem Shake อันหนึ่งที่น่าสนใจ เวอร์ชั่นนี้มาจากประเทศเนเธอร์แลนด์ จัดทำโดย Dutch Parkinson Association ที่น่าสนใจคือเขาไม่ได้เอาคนธรรมดามาเต้น แต่เอาผู้ป่วยที่เป็นโรคพาร์กินสันมาเต้น Harlem Shake ทำเอาคนทั่วไปที่ได้ดูช็อคไปตามๆ กัน ช็อคอย่างไรเชิญดูคลิปนี้ครับ

 

คลิปนี้ถือได้ว่าเหน็บแนมคนที่ชอบ Harlem Shake ได้อย่างฉกาจฉกรรจ์ โดยในเวอร์ชั่นปรกติ หลังจากที่มีการเต้นเดี่ยวไปสักพักแล้ว การเต้นจะเข้าสู่ไคลแม็กซ์ที่คนเต้นจะต้องออกลวดลายสเต็ปให้มากขึ้น พร้อมกันหลายๆ คน แต่ในกรณีคลิปนี้คือ คนไข้พาร์กินสันจะไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ และล้มฟุบลงไปในช่วงไคลแม็กซ์จนจบ จากนั้นปิดท้ายด้วยประโยคที่ว่า “Shaking. Fun for some… Daily struggle for others.” การเต้นแบบสั่นๆ (ในที่นี้หมายถึงการ shake) ถือเป็นเรื่องสนุกของคนอื่น แต่ไม่ใช่เรื่องสนุกสำหรับผู้ป่วยพาร์กินสัน

สำหรับคนที่ไม่รู้ โรคพาร์กินสัน หรือที่คนไทยเรียกว่า โรคสั่นสันนิบาต เป็นโรคที่รักษาให้หายขาดได้ยาก เกิดจากการที่สมองส่วนที่ทำหน้าที่ควบคุมระบบการเคลื่อนไหวของร่างกายผิดปรกติ ทำให้เกิดอาการเคลื่อนไหวผิดปรกติขึ้นหรือที่เรียกว่า อาการสั่น

งานนี้คนที่ชอบดูคลิป Harlem Shake เหมือนถูกตบหน้าอย่างแรง จนกลายเป็นที่วิพากย์วิจารณ์ในโลกอินเตอร์เน็ตว่าเหมาะสมหรือไม่ที่ออกมาทำเช่นนี้ ซึ่งมีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย บ้างก็ว่าเป็นการขโมยซีนที่ผิดกาลเทศะ บ้างก็บอกว่าไม่ควรนำเรื่องที่ sensitive มาเป็นเรื่องล้อเล่น โดยเฉพาะการใช้คนที่เป็นพาร์กินสันมาเล่นจริง หรือเป็นการตอกย้ำความรู้สึกครอบครัวของผู้ป่วย หรือแม้แต่มีคนที่ไม่เข้าใจจุดประสงค์ของการทำคลิปจนด่าว่าไม่มีรสนิยมถึงขนาดเรียกว่า The Worst Harlem Shake ever ก็มี ขณะที่บางคนก็เห็นด้วยที่องค์กรสามารถไฮแจ็ค Harlem Shake เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกัน นั่นก็คือการ shake ก็เหมือนกับอาการสั่นของผู้ป่วยพาร์กินสัน

ไม่ค่อยมีคนรู้ว่าผู้ป่วยที่เป็นพาร์กินสันในคลิปแท้จริงคือ Eric Roos ประธานของ Dutch Parkinson Association เองที่ตั้งใจไม่ทานยาเพื่อแสดงอาการที่แท้จริงก่อนที่จะถ่ายลงคลิป โดยมีความตั้งใจแค่อยากให้ทุกคนช็อคเมื่อเห็นคลิป และต้องการสร้างการรับรู้ในเรื่องของโรคพาร์กินสันที่ไม่ใช่แค่หมายถึงมือกับเท้าสั่นเท่านั้น แม้ว่าตอนนี้มีข่าวว่าคลิปต้นฉบับถูกสั่งแบนไปแล้วหลังจากที่มียอดผู้ชมกว่า 90,000 วิว โดยถูกแจ้งว่าเป็นการฝ่าฝืนกฎบางอย่างของ Youtube (คลิปที่นำมาโชว์คือคลิป mirror)

นับเป็นความกล้าหาญที่ออกมาทำเช่นนี้ เพราะสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดกระแสวิพากย์วิจารณ์ได้ แต่ผลลัพธ์ที่ได้ก็คุ้มค่าบรรลุวัตถุประสงค์ที่ทำให้ทุกคนพูดถึงไปแล้ว ถึงแม้จะออกไปในทางแง่ลบบ้าง แต่อย่างน้อยทุกคนก็รู้ว่า คนเป็นพาร์กินสันนั้นก็มีสิทธิ์ shake ได้เหมือนกัน แค่ไม่ได้สนุกเท่ากับการเต้น Harlem Shake เท่านั้นเอง ฟังแล้วเจ็บ แต่จริง!

คลิปนี้ก็สอนให้รู้ว่า สร้างสรรค์อย่างเดียวไม่พอ ต้องกล้าลงมือทำด้วย

หากเข้าคลิปด้านบนไม่ได้ ลองดูที่ http://vimeo.com/60731577


อ้างอิง : dailymail.co.uk , parkinson-vereniging , wikipedia

 

Comments

comments

About the Writer

avatar

Kittipat M (Kittipat M)มีอาชีพเป็นนักวางกลยุทธ์ด้านดิจิตอลให้เอเจนซี่โฆษณาแห่งหนึ่ง ชอบศึกษาความเป็นไปและปรากฏการณ์ใหม่ๆของโลกสังคมออนไลน์ ชีวิตส่วนตัวมักปิดมือถือออกเดินทางท่องโลกกว้าง เพราะมีความเชื่อว่าชีวิตไม่สามารถอยู่ได้ด้วยออนไลน์เพียงอย่างเดียว รู้จักเพิ่มเติมได้ที่ www.kittipatm.comView all posts by Kittipat M →

Comments

comments

Powered by Facebook Comments